
Disruption, Digitalization และการกระจายความเสี่ยง คือปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมการก่อสร้างและวิศวกรรมในปี 2026
Disruption ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและวิศวกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนซึ่งส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น ประกอบกับกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ข้อกำหนดด้านความยั่งยืน (Sustainability) และปัญหาซัพพลายเชน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมก่อสร้างในปัจจุบันคือเทคโนโลยี AI และ Automation
5 แนวโน้มสำคัญด้านระบบ ERP และ AI ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมในปี 2026
แนวโน้มที่ 1: การปฏิวัติด้าน AI – การลงทุนใน AI ภาคอุตสาหกรรมและหุ่นยนต์เติบโตสูงถึง 91%
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การลงทุนใน AI ภาคอุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ เพิ่มขึ้นสูงถึง 91% แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ อุตสาหกรรมก่อสร้างและวิศวกรรม ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
แรงผลักดันหลักมาจากการที่บริษัทก่อสร้างและวิศวกรรมต้องเผชิญกับความท้าทายเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ความล่าช้าของโครงการก่อสร้าง และต้นทุนที่มักเกินงบประมาณ ซึ่ง AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
AI ช่วยยกระดับการดำเนินงานในหลายมิติ เช่น
- เพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนและบริหารโครงการก่อสร้างด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
- คาดการณ์ความล้มเหลวของอุปกรณ์ล่วงหน้า (Predictive Maintenance) เพื่อลดความเสี่ยงในการหยุดชะงักของงาน
- เสริมความปลอดภัยในไซต์งาน ผ่านระบบตรวจจับอันตรายแบบเรียลไทม์
ขณะเดียวกัน หุ่นยนต์และระบบ Automation ถูกนำมาใช้ในงานที่มีความเสี่ยงสูง ตั้งแต่งานก่อสร้างอาคารสูง งานโครงสร้างขนาดใหญ่ ไปจนถึงงานรื้อถอน รวมถึงช่วยลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซากที่เดิมต้องใช้ทรัพยากรบุคคลจำนวนมาก ทำให้องค์กรสามารถจัดสรรแรงงานไปสู่บทบาทที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
แนวโน้มที่ 2: พนักงานดิจิทัลมาถึงแล้ว – Agentic AI พลิกโฉมแรงงาน
การเกิดขึ้นของพนักงานดิจิทัล (Agentic AI) ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดย Agentic AI สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง เรียนรู้ ปรับตัว และตัดสินใจได้โดยมีการแทรกแซงจากมนุษย์น้อยที่สุด
คาดว่า ภายในปี 2026 องค์กรกว่า 71% จะปรับโครงสร้างกำลังคน ด้วยการบูรณาการ Agentic AI เข้ากับแผนกต่าง ๆ ตั้งแต่การเงิน การดำเนินงาน การจัดการซัพพลายเชน ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง
Agentic AI สามารถจัดการงานจัดซื้อ ประสานงานตารางผู้รับเหมา ตรวจสอบเอกสารการปฏิบัติตามข้อกำหนด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบ โดยทำงานร่วมกับพนักงานมนุษย์ในการจัดการงานประจำและงานซ้ำซาก ทำให้บุคลากรสามารถมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การสร้างสรรค์ และการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากขึ้น
แนวโน้มที่ 3: การรวบรวมข้อมูล – รากฐานของปัญญาประดิษฐ์และการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด
กว่า 60% ของผู้นำด้านไอที มีแผนเริ่มโครงการขนาดใหญ่เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Integration & Analytics) ภายในปี 2026 แนวโน้มนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า ข้อมูลคือทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงที่สุด แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพในอุตสาหกรรมก่อสร้างและวิศวกรรม
โครงการก่อสร้างสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาลจากหลากหลายแหล่ง เช่น แบบจำลอง BIM, เซ็นเซอร์ IoT, ระบบบริหารโครงการ, แพลตฟอร์มซัพพลายเชน และระบบการเงิน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้มักกระจัดกระจายอยู่ในหลายระบบ ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์และนำไปใช้ตัดสินใจเชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว จะช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพรวมของโครงการได้ครบถ้วน สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ วิเคราะห์ความเสี่ยง และตัดสินใจบนข้อมูลจริงแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการนำ AI และระบบอัจฉริยะ มาใช้ในการยกระดับการดำเนินงานและการแข่งขันในปี 2026
แนวโน้มที่ 4: การกระจายธุรกิจ – รับมือความไม่แน่นอนด้วยการเติบโตเชิงกลยุทธ์
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผู้บริหารระดับสูงกว่า 65% ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การกระจายธุรกิจ (Business Diversification) ในฐานะเส้นทางสำคัญสู่การเติบโตในอนาคต บริษัทในอุตสาหกรรมก่อสร้างและวิศวกรรมต่างตระหนักว่าการพึ่งพารายได้จากธุรกิจหลักแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาดอาจอยู่ในรูปแบบของการขยายธุรกิจไปยังตลาดเกิดใหม่ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) รวมถึง โรงงานผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปและการก่อสร้างนอกสถานที่ (Offsite Construction) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว
นอกจากนี้ หลายองค์กรเริ่มขยายขอบเขตการให้บริการจากการรับเหมาก่อสร้างแบบดั้งเดิมไปสู่บริการที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น บริการภาคสนาม (Field Service) การดำเนินงานและบำรุงรักษาทรัพย์สิน (Operations & Maintenance) และการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility Management)
แนวโน้มการกระจายธุรกิจนี้สะท้อนถึงการเติบโตเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม โดยผู้นำองค์กรต่างตระหนักว่า ความสามารถในการปรับตัวทางธุรกิจ คือปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แนวโน้มที่ 5: ความจำเป็นด้านความยั่งยืน (Sustainability) – 75% ขององค์กรตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอน
ความยั่งยืน (Sustainability) กลายเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและวิศวกรรม โดยกว่า 75% ของบริษัทมีความมุ่งมั่นในการทุ่มเททรัพยากรเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่มุ่งสู่ พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Energy)
ในปี 2026 ความยั่งยืนจะส่งผลต่อ ทุกขั้นตอนของซัพพลายเชนการก่อสร้าง ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการดำเนินงานและการบำรุงรักษา บริษัทต่าง ๆ จะนำ แบบจำลอง BIM มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบ ลดของเสีย และปรับปรุงการใช้ทรัพยากร พร้อมทั้งพัฒนาอาคารที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การออกแบบระบบประหยัดน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ
การใช้วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นไม้แปรรูป เหล็กและพลาสติกรีไซเคิล คอนกรีตคาร์บอนต่ำ และฉนวนกันความร้อนจากชีวภาพ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดอายุการใช้งานของอาคาร
นอกจากนี้ เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) และ IoT เซ็นเซอร์ จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและควบคุมการใช้พลังงานและน้ำได้แบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน โครงการปรับปรุงอาคารอย่างครบวงจร (Building Retrofit) จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของอาคารที่มีอยู่ ส่วน การก่อสร้างแบบโมดูลและแบบสำเร็จรูป (Modular & Prefabrication) จะมีบทบาทมากขึ้นในการลดของเสีย ลดระยะเวลาก่อสร้าง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม
เส้นทางข้างหน้า: ทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมก่อสร้างและวิศวกรรม
ทั้งห้าแนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นแรงขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันและกำลังเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมก่อสร้างและวิศวกรรมทั้งหมด องค์กรที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในปี 2026 และระยะต่อไป คือองค์กรที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี ปรับรูปแบบแรงงาน ใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ กระจายรูปแบบธุรกิจ และดำเนินงานบนพื้นฐานของความยั่งยืน
บทความโดย Kenny Ingram & Chris Knight
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ สามารถกรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับได้ที่ https://th.alphast.com/ifs-cloud-erp/ หรือกรอกข้อมูลด้านล่าง
